สิ่งที่ได้จากงาน Webpresso เรื่อง Copyright ในยุค Social Network ครองเมือง

วันนี้ (08-09-2012) ได้เข้าร่วมงานเสวนาของ Webpresso โดย สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ในวันนี้มาในหัวข้อที่ว่า “Copyright ทรัพย์สินทางปัญญาในยุค Social Network ครองเมือง” ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนาคือพี่แอน ปรัชญา สิงห์โต (@iannnnn), พี่ฟอร์ด อรรณพ สุวัฒนพิเศษ(@fordantitrust), พี่เนย สิทธิพล พรรณวิไล (@nuuneoi) และพี่ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ (@paiboona) ซึ่งในหัวข้อในวันนี้น่าสนใจดี เพราะเป็นเรื่องของลิขสิทธิ์ที่บางคนอาจจะมองข้ามไป แต่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่สำคัญ และควรให้ความใส่ใจ ในตอนนี้จะมาสรุปเนื้อหา สิ่งที่ได้จากกงานนี้กันว่ามีอะไรบ้าง

บทความนี้เป็นการสรุปเนื้อหาจาก #Webpresso ใน Twitter ทั้งจากการทวีตเอง และจะการรีทวีต อาจมีความเห็นส่วนตัวอยู่บ้างนะครับ

———–

Copyright หรือทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าในสังคมไทย มักจะเจอกับปัญหาในการใช้ที่ผิดๆ ยกตัวอย่างเช่น การใช้งาน Font ซึ่งเราต้องมาดูด้วยว่า Font ที่เราใช้นั้นมาจากที่ไหน เค้าอนุญาตให้เราใช้ได้หรือไม่ มีเงื่อนไขอย่างไรที่เราควรปฏิบัติ ถ้ามาจาก F0nt.com (0 คือตัวเลขศูนย์) ถือว่าเป็นของฟรี นำไปใช้ได้ อาจต้องขออนุญาตทางเจ้าของว่านำไปใช้ได้หรือไม่ ถ้าเรานำไปดัดแปลง หรือ ทำไปเพื่อการค้า ถือว่าผิดลิขสิทธิ์ ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง

แต่ถ้าในกรณีที่เป็น Fair Use ก็สามารถใช้ได้ ถ้านำไปใช้เพื่อการศึกษาค้นคว้า แนะแนว หรือนำไปใช้ในการรายงานข่าว ซึ่งต้องไม่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ ต้องไม่กระทบกับเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

ตัวอย่างของ Droidsan ถ้าต้องการนำบทความของเว็บไปใช้ ต้องมีการ Link back หรือแสดงลิงก์บอกที่มาของบทความอย่างชัดเจน เห็นได้ชัด ถ้าบทความจากต่างประเทศ ก็ควรที่จะมีการแปล เรียบเรียงขึ้นมาใหม่ และก็ต้องบอกที่มาของเว็บที่นำมาใช้ด้วย

ส่วนในเรื่องของ Facebook ถ้านำรูปมาแชร์ใน Profile ไม่ถือว่าผิด เพราะเป็นการแชร์ในวงจำกัด เฉพาะเพื่อนของเราที่แอดเข้ามา แต่ถ้าเป็นหน้า Fanpage ในเชิงธุรกิจ ถือว่าผิดลิขสิทธิ์ ทำให้เวลาเราต้องการทำอะไร ก็ต้องบอกที่มาที่ไปให้ชัดเจนว่าไปเอามาจากไหน ทำเองหรือไปเอาของใครมา ต้องทำการอนุญาตให้ชัดเจนด้วย

ส่วนเรื่อง Social Network ทั้ง Facebook Twitter และอื่นๆ ถ้าเราพบเจอการกระทำผิด เราสามารถตามตัวได้ กรณีที่เราเห็น ก็เช่น การปลอมแปลงบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือปลอมเป็นบริษัท ร้านค้า ซึ่งทำให้เสียชื่อเสียง เราสามารถตามคัวกันได้ ถ้าเกิดว่าเรื่องเกิดในเมืองไทยด้วย

ส่วนหน้า fanpage ก็มักจะมีการนำข้อมูลที่ไม่เข้ากับแบรนด์ นำมาลง เช่น แบรนด์มือถือ แต่เอารูปแมวมาลง ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะไม่อยากจะขายของแบบ Hard Sale จนเกินไป จึงต้องมีการนำรูปอื่นที่ช่วยผ่อนคลายบ้าง แต่การนำรูปมาใช้ก็ควรจะขออนุญาตจากเจ้าของรูปด้วย จึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ส่วนเรื่องการโปรโมทหน้าเพจ ก็ควรที่จะศึกษาในเรื่องของกฎระเบียบการใช้งานของ Facebook ให้ดีด้วย (ดูได้หน้า Facebook Page Guideline ได้)

ในส่วนของ Twitter ถ้าเป็นการทวีตกลอน หรือบทความ ถือได้ว่าเป็นลิขสิทธิ์เช่นเดียวกัน เพราะเป็นสิ่งที่ตัวเราพิมพ์ออกมา ถ้ามีก่ีละเมิดก็สามารถฟ้องได้เช่นเดียวกัน

มียกตัวอย่าง Apple Google และ Youtube ด้วย ซึ่งในต่างประเทศมีการฟ้องร้องกันอยู่มาก จนต้องมีทีมงานที่รับเรื่องลิขสิทธิ์ การฟ้องร้องกันโดยเฉพาะด้วย

ส่วนเรื่องรูปที่นำไปใช้ รูปทุกรูปถือได้ว่ามีลิขสิทธิ์ในตัว โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีลายน้ำ เพราะเป็นสิ่งที่เรา หรือผู้ที่ถ่ายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ (แต่ถ้ามีการจับได้ว่าไปถ่ายรูปในมุมเดียวกัน ตำแหน่งเดียวกัน ถ้ามีการลอกเลียนแบบกัน ถือว่าผิดนะครับ) และถ้าสถานที่ที่เราถ่าย ในบางที่ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายรูป เช่น 7-Eleven หรือ Starbucks ก็ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป เนื่องจากปัญหาลิขสิทธิ์ของ Property หรือสถานที่นั้นๆ กรณีที่ได้คือ ต้องมีตัวเราอยู่ในรูปภาพ อในสิ่วนที่ผิดอีก ก็เช่น News Clipping การรวมข่าวจากหลายๆ ที่ แล้วมีการเก็บเงิน ถือว่าผิด เพราะเป็นการนำข่าวไปใช้ในเชิงธุรกิจการค้า

ในเรื่องของทางกฎหมาย ก็จะมีปัญหาการฟ้องร้องอยู่ในหลายๆ เรื่อง ทั้งในเรื่องของการนำรูปไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือมีการนำไปใช้ในเชิงธุรกิจ การค้า ก็มีตัวอย่างการฟ้องร้องกันแล้ว ซึ่งรวมไปถึงเว็บใหญ่บางเว็บที่ชอบนำรูปไปใช้โดยไม่ขออนุญาต ก็มีการยื่น Notice หรือการแจ้งจากเจ้าของผลงาน ไปยังผู้ที่ละเมิด ก็มักจะมีการยืดเวลา โดยอ้างว่าไม่ว่าง ก็มีการไปแจ้งความ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ จนยืดไปจน 3 เดือน ก็หมดอายุความ ซึ่งทำให้ไม่สามารถแจ้งได้ ทางที่ดี เราควรที่จะ capture รูปภาพในหน้าเว็บนั้นเอาไว้ รวมถึงตรวจสอบโดเมน เพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

ในเรื่องของลิขสิทธิ์ ดูจะมีความยุ่งยาก จึงต้องมีการพึ่งพา CC หรือ Creative Commons (ซึ่งก็มีฉบับภาษาไทยแล้ว สามารถไปอ่านได้ที่ Creative Commons ประเทศไทย ได้เลย) ซึ่งจะเป็นตัวช่วยในเรื่องของลิขสิทธิ์ได้อีกช่องทาง ซึ่งก็มีหลายรูปแบบ ทั้งให้แสดงที่มา ไม่ใช้เพื่อการค้า ไม่นำไปดัดแปลง และอื่นๆ เราสามารถนำไปปรับใช้กับเว็บไซด์ของเราได้

ในกรณีของแอพ อย่าง iOS ตัวอย่างที่เห็นว่าผิดก็เช่น แอพดูทีวี มีการใช้บอทเข้าไปดูดรายการทีวีมาใช้ในแอพของตนเอง ซึ่งในกรณีนี้ถือว่า Apple และผู้พัฒนาแอพผิด ก็ต้องมีการจ่ายค่าเสียหายให้กับเจ้าของรายการทีวี บางทีก็มีการหลบหลีกอยู่บ้าง โดยเฉพาะการเปลี่ยนชื่อผู้พัฒนา แต่ยังเป็นคนเดิมที่ทำก็มี

ในส่วนของเรื่องผลงานลิขสิทธิ์อื่นอย่าง Software หรือเพลงก็เช่นกัน ยังมีให้เห็นอยู่ในสังคมไทย เพราะบางคนยังคิดว่าของเหล่านี้เป็นของฟรี ใครๆ ก็สามารถนำมาใช้ได้โดยไม่ผิด มีการนำไปปล่อยตามเว็บบิต หรือเว็บฝากไฟล์ ซึ่งก็ผิด เรื่องนี้ก็รวมไปถึงการ Jailbreak ใน iOS รวมถึงการใช้แอพตู้ แอพเถื่อน หรือการ crack โปรแกรมด้วย ซึ่งทำให้ผู้ที่เสียผลประโยชน์ก็คือ เจ้าของผลงานลิขสิทธิ์ ทั้งผู้พัฒนา นักร้อง โปรดิวเซอร์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลงาน รวมไปถึงผิดกฎหมายด้วย แถมในบางครั้งก็มีการนำไปดัดเแปลง (เช่น Windows XP ที่ไม่มีการใส่ Serial Number ก็ถือว่าผิด) เมื่อมีการไปฟ้อง ก็มักจะอ้างว่าไม่รู้ ใครๆ ก็ทำกัน ซึ่งก็ทำให้เราไม่สามารถพัฒนาผลงาน Software หรือผลงานเพลงได้ดีนัก สาเหตุที่ Software ลิขสิทธิ์มีราคาที่สูง ก็เป็นเพราะค่าครองชีพของผู้พัฒนาในประเทศนั้นๆ สูง จึงมักจะมีราคาแพง ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่บางคนอ้าง แล้วไม่ยอมใช้ของลิขสิทธิ์ก็เป็นได้ หรือมีบางส่วนที่นำไปใช้ผิดวัตถประสงค์ เช่น การใช้ MS Office Home and Student ไปใช้ในเชิงธุรกิจ ก็ถือว่าผิดด้วยเช่นกัน

การละเมิดลิขสิทธิ์ยังมีให้เห็นในผลงานทางวิชาการ เช่น วิทยานิพนธ์ของปริญญาเอก ซึ่งตอนนี้เราสามารถตรวจสอบได้ว่าผลงานนี้นำมาจากที่ไหน โดยตรวจสอบจาก Turnitin ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ช่วยตรวจสอบการคัดลอกผลงานได้ใน 3 ทางคือ อินเทอร์เน็ต บทความวารสาร และผลงานจากนักศึกษาทั่วโลกได้ (ที่มาของข้อมูลจาก Blog ของห้องสมุดสตางค์ มงคลสุข)

สรุปคือ การละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศไทย ยังถือได้ว่ายังมีมาก ซึ่งก็จะเกิดจากการไม่รู้ เรื่องนี้เราควรที่จะมีการเรียนรู้กันไว้ให้มาก ต้องเคารพสิทธิในผลงานนั้นๆ เพื่อที่ผู้ผลิตผลงานจะได้มีกำลังใจ และสามารถที่จะผลิตผลงานดีๆ ให้เราได้ใช้กันต่อไป

จบการสรุปบทความเพียงเท่านี้ ถ้าต้องการอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเสวนานี้ สามารถติดตามอ่านได้จาก #Webpresso หรือจาก Storify  กันได้นะครับ