สรุปย่อ งานเปิดตัวสินค้าของ Apple (12/09/2017)

ในที่สุด Apple ก็ได้ปล่อยของใหม่ๆ ออกมาให้ยลโฉมกันอีกครั้ง ในงานเปิดตัวสินค้าใหม่ของ Apple กับสถานที่ใหม่ Apple Park ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Cupertino รัฐ California ประเทศสหรัฐอเมริกา  มาดูกันว่ามีอะไรออกมากันบ้าง

Apple Watch Series 3

  • รองรับ Cellular ทำให้สามารถใช้งานโทรศัพท์ โทรเข้า-ออก ส่งข้อความได้ (รองรับเฉพาะเครือข่ายที่มี E-Sim) ทำให้ไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับ iPhone ก็ได้
  • รองรับ Bluetooth หรือ WIFI สามารถเปิดเพลงจาก Apple Music ได้เลย ทำให้เราสะดวกในการฟังเพลงมากขึ้น
  • มี GPS ในตัว สามารถติดตามทุกกิจกรรมไปได้ทุกที่ ทุกเวลา
  • ติดตามการเต้นของหัวใจได้ ทั้งตอนพัก เดิน วิ่ง หรือตอนฟื้นฟูหลังออกกำลังกายได้
  • สามารถกันน้ำได้ในระดับ 50 เมตร สามารถทำกิจกรรมทางน้ำอย่างว่ายน้ำในสระหรือทะเลได้ แต่ไม่เหมาะกับการดำน้ำลึก หรือการเล่นสกีน้ำ
  • ปรับแต่งหน้าตาได้มากขึ้น มีสายให้เลือกใช้มากขึ้น
  • ราคาเริ่มต้นที่ 11,900 บาท
  • อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.apple.com/th/apple-watch-series-3/

Apple TV 4K

  • รองรับการชมภาพยนตร์ในระดับ 4K HDR ได้แล้ว ทั้งจากใน iTunes Store หรือจากคอนเทนต์ของแอปชมภาพชนตร์ ทั้ง NetFlix TED หรือ Bloomberg ให้ภาพที่สด สวย คมชัดได้ยิ่งขึ้นไปอีก
  • สามารถเลือกซื้อภาพยนตร์ระดับ 4K ได้ในราคาเท่ากับแบบ HD ปกติ ไม่มีการขึ้นราคา ยกเว้นบางเจ้า ต้องรอดูอีกที
  • ใช้ชิพ A10X Fusion แบบ 64 บิต ทำให้แรงขึ้นกว่าเดิม
  • ความจุ 32GB  และ 64 GB ราคา 9,200 บาท
  • อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.apple.com/th/apple-tv-4k/

iPhone 8 และ 8 Plus

  • รูปแบบ ดีไซน์ ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
  • ฝาหลังเป็นแบบกระจก เพื่อรองรับการชาร์จแบบไร้สาย ใช้เทคโนโลยีการชาร์จไร้สาย Qi ซึ่งเป็นมาตรฐานทั่วไปในการชาร์จไร้สาย ทำให้สามารถใช้คัวชาร์จไร้สายของยี่ห้อที่มีอยู่ในท้องตลาดได้
  • มี 3 สีให้เลือก คือ สีเทาสเปซเกรย์ สีเงิน และสีทอง
  • ทนน้ำ ทนฝุ่นได้ดีขึ้น
  • จอแบบ Retina HD แบบ True Tone ขอบเขตสีกว้าง ให้สีที่สวย คมชัดขึ้น
  • ใช้ชิพ A11 Bionic แบบ 64 บิต และโปรเซสเซอร์ M11 4 คอร์ สำหรับประมวลผลการเคลื่อนไหว ทำให้ใช้งานได้เร็วขึ้นกว่าเดิม
  • กล้องหลัง ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล เป็นกล้องมุมกว้างและกล้องเทเลโฟโต้ ป้องกันการสั่นไหวได้
  • กล้องหน้า Facetime HD ความละเอียด 7 ล้านพิกเซล
  • ตัวกล้องรองรับการใช้ AR ได้สมจริง
  • มีโหมดถ่ายภาพบุุคคล (Portrait Lighting) สามารถสร้างความลึกของภาพ ถึงขั้นลบพื้นหลังออกได้ด้วย
  • ถ่ายวีดีโอแบบ 4K ความละเอียดได้สูงสุด 60 fps
  • แบตอยู่ได้นานขึ้น
  • ยังคงมี Touch ID อยู่
  • iPhone 8 ความจุ 64 GB ราคา $699 (ประมาณ 23,700 บาท) และ 256 GB ราคา $849 (ประมาณ 28,800 บาท)
  • iPhone 8 Plus ความจุ 64 GB (ประมาณ 27,100 บาท) ราคา $799 และ 256 GB ราคา $949 (ประมาณ 32,200 บาท)
  • อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.apple.com/th/iphone-8/

iPhone X

  • อ่านว่า ไอโฟน เท็น (X คือเลข สิบ)
  • ไม่มีปุ่ม Touch ID แล้ว ใช้กล้อง TrueDepth ความละเอียด 7 ล้านพิกเซล ใช้สแกน FaceID สแกนใบหน้าเพื่อจดจำลงเครื่องเข้าไปได้ (เท่าที่สังเกต เค้าคุยว่า มีการสแกนแบบลึก เวลาสแกนต้องมองจอเท่านั้น ตอนหลับไม่สามารถสแกนได้ ไม่สามารถใช้ภาพถ่ายสแกนได้)
  • กล้องความละเอียด 12 ล้านพิกเซล
  • มีโหมดถ่ายภาพบุุคคล (Portrait Lighting) สามารถสร้างความลึกของภาพ ถึงขั้นลบพื้นหลังออกได้ด้วย
  • ถ่ายวีดีโอแบบ 4K ความละเอียดได้สูงสุด 60 fps
  • ลูกเล่นใหม่ Animoji ใช้ใบหน้าเราสแกนไปแล้วออกมาเป็นหน้าของ Emoji ที่เราคุ้นเคยได้
  • หน้าจอ Super Retina แบบ OLED ขนาด 5.8 นิ้ว เกือบเต็มขอบด้านหน้า มีความสวย และคมชัด
  • ความละเอียดของจอ 2436 x 1125
  • ฝาหลังเป็นแบบกระจก เพื่อรองรับการชาร์จแบบไร้สาย ใช้เทคโนโลยีการชาร์จไร้สาย Qi ซึ่งเป็นมาตรฐานทั่วไปในการชาร์จไร้สาย ทำให้สามารถใช้คัวชาร์จไร้สายของยี่ห้อที่มีอยู่ในท้องตลาดได้
  • ชิพ A11 Bionic แบบ 64 บิต ระบบการคิดแบบนิวรอลโปรเซสเซอร์ร่วม M11 สำหรับประมวลผลการเคลื่อนไหวในตัว
  • ทนน้ำ ทนฝุ่นระดับ IP67
  • มี 2 สีคือ เทาสเปซเกรย์ และสีเงิน
  • ความจุ 64 GB ราคา $999 (ประมาณ 33,900 บาท) และ 256 GB ราคา $1,149 (ประมาณ 39,000 บาท)

จะเห็นได้ว่า ของใหม่หลายอย่างน่าสนใจจริงๆ โดยเฉพาะ iPhone X ซึ่งทาง Apple ได้รีดเอาสิ่งที่ดีที่สุดออกมากันเลย อาจจะดูเหมือนว่าตาม Android อยู่บ้าง แต่เชื่อได้ว่า ทาง Apple ได้ปรับปรุงสิ่งนี้ออกมา เพื่อให้เราได้ใช้ของที่ดีที่สุด แม้จะแพงไปบ้างก็ตาม รอติดตามของจริงในไทยกันต่อไปนะครับ

เรียบเรียงข้อมูลจาก: Apple TH, Apple News Room, Apple Global

ภาพประกอบจากเว็บ Apple